INTERPOL Bangkok, Foreign Affairs Division, Royal Thai Police
อาชญากรรมข้ามชาติอยู่แค่เพียงนิ้วสัมผัส
พ.ต.อ.อภิชาติ สุริบุญญา
ผกก.ตร.สากล
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ตั้งใจจะเขียนอะไรๆ แบบสบายๆ สักวันหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องเกี่ยวกับงานในหน้าที่น่ะครับ เพราะผมเป็นตำรวจ แต่บางท่านที่เขาเห็นหน้าผมแล้ว เขาบอกว่า ผมไม่เหมือนตำรวจครับ เหมือนไอ้ตี๋ที่ไหนก็ไม่ทราบที่บังเอิญมาแต่งเครื่องแบบตำรวจ เขาหยอกเล่นน่ะครับ เพราะยังไงก็ตาม...ผมก็เป็นตำรวจครับ......ที่ว่าเขียนแบบสบายๆ ของผมนั้น ก็ไม่แคล้วเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติเหมือนเดิมนั่นแหละครับ เพราะมันคือความรับผิดชอบที่ซึมลึกลงในกระดูกไปแล้ว
เมื่อประมาณสักสองเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเช่าภาพยนตร์ฝรั่งมาดูที่บ้านเรื่องหนึ่งครับ จำชื่อเรื่องได้ว่า Vantage Point เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับการก่อการร้าย (Terrorism) ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องว่า มีกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มหนึ่งวางแผนลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในระหว่างที่ท่านกำลังจะกล่าวสุนทรพจน์ ณ ลานสาธารณะแห่งหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิด ลานสาธารณะดังกล่าวน่าจะอยู่ในประเทศสเปนครับ แต่ถ้าผิดก็ไม่เป็นไรครับ เพราะไม่ใช่ประเด็นที่ผมกำลังจะเน้นให้ท่านทั้งหลายทราบ
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประธานาธิบดีหรือที่เรียกกันว่า Secret Service ก็มีระบบข่าวกรองที่เยี่ยมยอดมากครับ เพราะสามารถหาข่าวจนทราบล่วงหน้าได้เหมือนกันว่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของพวกเขากำลังถูกลอบสังหาร แต่การกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้มันยกเลิกไม่ได้น่ะสิครับ เพราะเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ที่สำคัญมาก ทั่วทั้งโลกกำลังตั้งอกตั้งใจรอฟังการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้อยู่ มีการถ่ายทอดออกทีวีไปทั่วทุกประเทศ เนื่องจากเป็นการกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับข้อตกลงใหม่ของโลกอันเกิดจากความร่วมมือกันของหลายๆ ประเทศในการต่อต้านการก่อการร้ายว่าจะมีแผนการดำเนินการกันอย่างไร เรื่องนี้คนกล่าวสุนทรพจน์เป็นอื่นไปไม่ได้ครับ นอกเสียจากประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
เมื่อไม่สามารถยกเลิกการกล่าวสุนทรพจน์ได้ ในที่สุด Secret Service ก็วางแผนใช้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัวปลอมไปทำหน้าที่แทนประธานาธิบดีตัวจริง แม้ว่าประธานาธิบดีตัวจริงจะคัดค้านเพียงใดก็ตามก็หาได้เป็นผลไม่ Secret Service ยืนยันว่า เพื่อเป็นการ save บุคคลหมายเลขหนึ่งของโลก จำเป็นต้องใช้ตัวปลอมขึ้นกล่าวสุนทรพจน์แทน และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ต้องใช้ประธานาธิบดีตัวปลอมปฏิบัติหน้าที่แทนตัวจริง การดำเนินการในลักษณะนี้ได้ใช้มาหลายครั้งแล้ว และเริ่มใช้ครั้งแรกตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีโรนัล เรแกน (ข้อมูลจากภาพยนตร์น่ะครับ อาจไม่ใช่ข้อมูลจริง) ท่านประธานาธิบดีตัวจริงจึงถูกพาไปหลบซ่อนอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งที่เป็นความลับและไม่มีใครทราบ นอกจากทีม Secret Service ด้วยกันเท่านั้น
ตัวเอกของเรื่องนี้เป็นเจ้าหน้าที่ Secret Service คนหนึ่งที่มีหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยสร้างวีรกรรมขั้นวีรบุรุษมาแล้วโดยการกระโดดบังกระสุนรักษาชีวิตประธานาธิบดีไว้จากการลอบสังหารเมื่อครั้งก่อน หลังจากที่พักรักษาตัวจนหายดีแล้ว หน่วยงานก็ให้โอกาสกลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะมีเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชาบางคนยังไม่ค่อยไว้วางใจในความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจมากนักก็ตาม
ท่านผู้อ่านครับ แต่การข่าวกรองของกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้มันสุดยอดครับ เพราะพวกมันสามารถล่วงรู้มาก่อนหน้านี้เหมือนกันว่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จะมากล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้เป็นตัวปลอม และยังรู้ไปอีกว่า ตัวจริงพักอาศัยอยู่ที่ไหน เรียกว่า มวยมันถูกคู่และทันเกมกันครับ เอาเป็นว่า กลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ก็เลยคิดจะสังหารทั้งประธานาธิบดีตัวปลอมและตัวจริงไปเสียทีเดียวกันเลย เพราะลต้องการให้ชาวโลกทราบถึงศักยภาพของกลุ่มตัวเองว่า ไม่มีใครหน้าไหนที่จะหยุดพวกมันได้ และระบบการข่าวของมันเหนือกว่า Secret Service
การข่าวกรองอันแม่นยำที่กลุ่มก่อการร้ายทราบมาได้นั้น เนื่องจากมันได้ส่งคนของกลุ่มตัวเองไปทำหน้าที่เป็น Secret Service โดยที่หน่วยราชการสหรัฐฯ ไม่รู้มาก่อนเลย เรียกว่าฝังตัวทำงานมาจนกระทั่งทุกคนให้ความไว้วางใจ ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า การวางแผนลอบสังหารประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ ไม่ใช่เพิ่งจะวางแผนครับ แต่มีการตระเตรียมการกันมาเนิ่นนานมากแล้ว ถึงขนาดส่งคนของตัวเองไปทำงานในหน่วยงาน Secret Service จนได้รับการความไว้วางใจให้เป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่อยู่ในทีมงานรักษาความปลอดภัยประธานาธิบดี ก็ถือว่าไม่ธรรมดา
ก่อนที่ประธานาธิบดีตัวปลอมกำลังจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์นั้น เหล่าบรรดา Secret Service ทั้งหลายต้องทำหน้าที่ส่วนล่วงหน้าครับ เรียกว่าสายตาของ Secret Service แต่ละคนนั้นราวกับเหยี่ยวที่กำลังหาเหยื่อ อะไรเคลื่อนไหวนิดหนึ่งในรัศมีที่สายตามนุษย์มองเห็นแล้วล่ะก็ เป็นอันว่าต้องสงสัยหมดครับ ภาพยนตร์พยายามทำให้คนดูเห็นว่า อาชีพ Secret Service ในการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญนี้เป็นอาชีพที่ serious มากครับ และไม่ใช่ว่าคนทุกคนจะทำได้ ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก ที่สำคัญคือ ต้องสามารถสละชีวิตตัวเองเพื่อบุคคลที่ตัวเองทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ได้เลยทันที
และแล้วตัวเอกของเรื่องที่ขึ้นไปสำรวจสภาพแวดล้อมทั่วไปบนเวทีก่อนประธานาธิบดีจะขึ้นนั้น ได้เงยหน้าและสังเกตเห็นม่านในห้องห้องหนึ่งของอาคารสูงแห่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ใกล้ลานสาธารณะแห่งนี้พลิ้วไหวคล้ายกับมีคนอยู่ในห้อง ซึ่งความจริง ณ เวลานั้น จุดสูงข่มทุกจุดจะต้องเคลียร์คนออกหมดแล้ว เขาจึงสั่งให้มีการตรวจสอบทันที โดยหากมีคนอยู่ก็ให้เชิญลงมา เพราะประธานาธิบดีใกล้จะเดินทางถึงแล้ว
จากการตรวจสอบของทีมงานคนหนึ่งรายงานมาทางวิทยุรับส่งว่า ตรวจสอบแล้วไม่มีคนพักอาศัยอยู่ในห้องนั้น เป็นเพียงพัดลมที่ถูกเจ้าของห้องเปิดทิ้งไว้ในห้อง ซึ่งแรงลมทำให้ม่านเคลื่อนไหวไปมา ก็เป็นอันว่าประเด็นสงสัยนี้ตกไปครับ
ในที่สุด ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาตัวปลอมก็เดินทางมาถึงและเดินเข้าไปจับมือเจ้าหน้าที่บุคคลสำคัญต่างๆ ที่อยู่บนเวทีแล้วจึงเดินมาที่จุดพูด แต่พอเริ่มพูดยังไม่ทันครบประโยค เสียงปืนก็ดังขึ้นและก็พบว่าประธานาธิบดีถูกยิง ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที เพราะคนเรือนหมื่นวิ่งกันอลหม่านครับ ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ในระหว่างนั้นเอง เสียงระเบิดก็ดังขึ้นท่ามกลางประชาชนที่กำลังวิ่งหนีตายกันอยู่นั้น ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก คนร้ายเจตนาวางระเบิดให้เกิดระเบิดขึ้นในหมู่คนจำนวนมากก็เพื่อใช้โอกาสความชุลมุนวุ่นวายนี้ ดึงความสนใจเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานให้มุ่งหน้ามาที่เกิดเหตุ ณ ลานสาธารณะ โดยกลุ่มคนร้ายได้ส่งคนไปที่โรงแรมที่พักเพื่อสังหารประธานาธิบดีตัวจริง
คนร้ายที่เป็นคนวางแผนในการลอบสังหารครั้งนี้ ใช้โทรศัพท์มือถือสั่งการทั้งหมดครับ แม้แต่ปืนที่ใช้ยิงประธานาธิบดีก็ใช้โทรศัพท์มือถือควบคุม เรียกว่าจะให้ปืนหมุนไปกี่องศา และยิงกี่นัด ก็เพียงใช้นิ้วจิ้มไปที่โทรศัพท์มือถือเท่านั้น ตัวผู้กระทำผิดก็ไม่ได้อยู่บริเวณใกล้ปืนเลย แต่ยืนอยู่ร่วมกับประชาชนที่มาร่วมฟังการกล่าวสุนทรพจน์นั่นแหละ ส่วนปืนนั้นก็ตั้งไว้ในอีกที่หนึ่ง โดยการที่ม่านในห้องพลิ้วไหวนั้น เป็นแผนที่ต้องการดึงความสนใจของ Secret Service ให้ไปตรวจสอบตรงนั้น เพื่อจะได้ไม่สงสัยจุดที่ปืนถูกตั้งอยู่จริง
นี่คือประเด็นที่ผมกำลังจะบอกท่านผู้อ่านครับ ทุกกิจกรรมของมนุษย์ในอนาคตกำลังจะเบ็ดเสร็จอยู่ที่โทรศัพท์มือถือแล้วครับ ทุกวันนี้ ระบบการสื่อสารกำลังจะเปลี่ยนไปเป็นระบบ 3G หรือ The Third Generation เมื่อไม่นานมานี้ หากท่านทั้งหลายติดตามข่าวสาร และถ้าผมจำไม่ผิด เข้าใจว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ระบบการสื่อสารของไทยเข้าสู่ระบบ 3G ที่ว่านี้แล้วครับ
ก่อนหน้านี้ กล่าวได้ว่า ทุกอย่างเบ็ดเสร็จได้ด้วยคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เราสามารถโอนเงินผ่านธนาคาร ซื้อสินค้า ชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าบัตรเครดิต หรือแม้กระทั่งจองตั๋วดูภาพยนตร์ สามารถทำได้โดยผ่านคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ที่ไหนมีอินเทอร์เน็ต ที่นั่นสามารถทำธุรกรรมการเงินได้เลยครับ ซึ่ง ณ เวลานั้น เราถือว่า สุดยอดแล้วน่ะครับ เพราะเราไม่ต้องเดินทางไปธนาคารด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปยืนต่อคิวซื้อตั๋วดูภาพยนตร์ ไม่ต้องไปเดินซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าให้เสียเวลา อยากซื้ออะไรก็เพียงเข้าอินเทอร์เน็ตและสั่งซื้อ แล้วสินค้านั้นก็ถูกส่งมาให้เราที่บ้าน แต่ถ้าไม่มีอินเทอร์เน็ต ก็กลายเป็นใบ้เหมือนกันครับ ทำอะไรไม่ได้
แต่เดี๋ยวนี้ ทุกอย่างมันเล็กลง รวดเร็วและสะดวกมากขึ้นไปอีกครับ เพียงแค่คุณมีโทรศัพท์มือถือ โลกทั้งใบอยู่ในมือคุณแล้วครับ ไม่ต้องไปเที่ยวเดินหาอินเทอร์เน็ตและพกพาคอมพิวเตอร์ Notebook ไปไหนกับคุณให้เมื่อยตุ้มอีกต่อไป บริเวณไหนคุณใช้โทรศัพท์มือถือได้ ณ บริเวณนั้นคุณทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น รับส่งไฟล์ขนาดใหญ่ ส่งภาพให้กัน เข้าอินเทอร์เน็ตดูข่าวสาร ดูทีวี ซึ่งคุณจะไม่พลาดรายการสำคัญเลย โอนเงินผ่านธนาคาร ซื้อสินค้าที่คุณต้องการ ทุกอย่างครับท่านทั้งหลาย ทุกอย่างมันจบได้ด้วยโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเล็กกว่าคอมพิวเตอร์ Notebook อีกครับ แล้วนับประสาอะไรกับแค่การควบคุมกระบอกปืนให้หันซ้ายขวาตามทิศหรือเป้าหมายที่คุณต้องการจะทำไม่ได้
สิ่งนี้แหละครับที่ผมอยากจะพูดให้ท่านทั้งหลายฟังกัน เห็นหรือยังครับว่า อาชญากรรมสมัยนี้มันอยู่ที่ปลายนิ้วเท่านั้นครับ ดังนั้น หากมีโทรศัพท์มือถือแล้วคิดจะทำชั่วแล้วล่ะก็ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของมุมโลกก็สามารถก่ออาชญากรรมได้เลยครับ แล้วไม่ต้องหาเครือข่ายหรือสมุนให้เสียเวลา คนเดียวก็สามารถก่ออาชญากรรมข้ามชาติได้
ที่นี้หันมาพิจารณาฝ่ายตำรวจบ้างครับ คำถามเกิดขึ้นทันทีว่า ถ้าหากอาชญากรรมในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นจริงแล้วจะสืบสวนสอบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดกันอย่างไรครับ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นน่ะครับ มันต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และแน่เสียยิ่งกว่าแช่แป้งอีก คำตอบคือ การสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดยากมากครับ เพราะทุกคนมีโทรศัพท์มือถือใช้กันทั้งนั้น เรียกว่าในอากาศก็เต็มไปด้วยคลื่นโทรศัพท์แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า คลื่นของโทรศัพท์เครื่องไหนเป็นคลื่นที่ใช้สั่งการปืนให้ยิงประธานาธิบดี มันยากมาก เพียงแค่คิดก็ปวดหัวแล้วครับ
โลกสมัยใหม่ทุกวันนี้อันตรายมากครับ การก่อการอาชญากรรมในปัจจุบันนั้นง่ายและอยู่เพียงที่ปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น แต่การสืบสวนสอบสวนจับกุมหาตัวผู้กระทำความผิดยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร แล้วจะไม่ได้ประชาชนคนเดินดินทั่วไปเดือดร้อนได้อย่างไรล่ะครับ คนร้ายเจริญก้าวหน้าไปไกลโพ้นแทบจะถึงดวงจันทน์แล้ว แต่ตำรวจก็ยังต้วมเตี้ยมกันอยู่เหมือนเดิม.....ไม่ต้องทำคิ้วย่นเกิดความสงสัยครับ.........เป็นเหมือนกันทุกประเทศทั่วโลก ประเด็นนี้ทำให้ผมคิดไปถึงภาพยนตร์ไทยสมัยก่อนครับ ที่คนร้ายกับพระเอกยิงกันหรือสู้กันแทบตาย ตำรวจไม่มาครับ แต่พอทุกอย่างสงบแล้ว ตำรวจจึงมาทีหลังครับ บางครั้งเรื่องไม่จริงก็เอามาจากเรื่องจริงนี่แหละครับ....จ้าวนาย....
อ่านความหมายของอาชญากรรมข้ามชาติ คลิกที่นี่








